"อัตตา" เป็นเช่นใด จะทำยังไงกับ "อัตตา"

"อัตตา" เป็นเช่นใด จะทำยังไงกับ "อัตตา"

"อัตตา" (Atta: 1. self; soul; ego; personal entity. 2. mind; the whole personality) คือ ตัวตน มีอยู่ของมัน ไม่มีอยู่คงที่ เป็นอนิจจัง เป็นไปตามปัจจัยเหตุ เคลื่อนที่ไปตามปัจจัยเหตุ

การมี "อัตตา" ไม่ใช่ตายตัว ไม่ใช่ว่าคนนี้มีอัตตาแล้วตายตัวแล้ว ไม่มีแล้ว ตายตัวเป็นของตายตัวอย่างนี้ไม่ใช่

คำว่า "อัตตา" คือ สิ่งที่เป็นปัจจัยเหตุ ณ ภาวะธรรมนั้นขึ้นมา แล้วก็ไปตามกฎแห่งอนิจจัง แตกสลายไป แต่อัตตายังคงอยู่

อัตตาไม่ใช่ นายแดง นายดำ เราต้องตีความให้ถูก อัตตานี่มีตัวตน แม้ว่าพลังก็เป็นอัตตาก็เช่นเดียวกัน

พรหมันเป็นระบบขบวนการก่อเกิด ถ้าไม่มีระบบการก่อเกิดแล้วจะเกิดได้อย่างไร?

ต้องมีขบวนการก่อเกิดตัวนี้ สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจึงก่อเกิดขึ้นมาได้

หลังจากขบวนการก่อเกิด ก็จะต้องเข้ามาสู่รีไซเคิล มาแปรเปลี่ยน (พลังพ่อศิวะ) แต่ "ขบวนการ" คนไม่รู้ คนงงก็ต้องยกพระองค์หนึ่ง หรือเทพองค์หนึ่งขึ้นมา จึงเกิดมี พรหม พระเจ้า ศิวะ วิษณุนารายณ์ เพราะจินตนาการยากจริงๆ จึงให้เกิดมีเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

รูปพระเจ้าไม่มีตายตัว รูปพ่อพรหมไม่มีตายตัว รูปพ่อศิวะไม่มีตายตัว รูปพ่อ วิษณุนารายณ์ ฯลฯ แต่เพื่อมีตรงนี้ให้คนได้รู้ เหมือนกับ "เต๋า" (道) ไม่มีตายตัว แต่ต้องเขียนตัวหนังสือขึ้นมาว่าเต๋า (道) เพื่อให้คนรับรู้

หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์บางท่านติดตรงนี้ จึงทำให้เข้าไปไม่ถึง

รูปพ่อพรหมปรากฏเป็นรูปของตัวนามเป็นพลังแห่งการก่อเกิดแล้ว เหมือนกับเต๋าเป็นรูปการก่อเกิดแล้ว พระเจ้าเป็นรูปแห่งการก่อเกิดแล้ว แต่ข้างในที่มาเป็นพระเจ้านั่นสิ เป็นพลังนั้น พลังนั้นที่ทำให้เกิดรูปพ่อพรหมขึ้นมา พลังที่ให้มีเต๋าขึ้นมา คือ พลังนั้น พลังนั้นไม่รู้จะว่าเป็นอะไร? ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร?

ก็จะเรียกว่า "ปรมาตมัน" (Paramatman)

หรือเรียกว่า "เต๋า" (道)

หรือเรียกว่า "พรหมัน" (ब्रह्मन्)

แต่ถ้าจะให้อธิบายก็คือ เป็นพลังแห่งการก่อเกิดของสิ่งต่างๆ

ท่านผู้รู้ทั้งหลายกว่าจะเข้าถึงตรงนี้ยากมาก จะติดอยู่ที่ข้างนอกอยู่เรื่อยๆ ติดตรงรูป

สมัยโบราณกาลแรกๆ มีพ่อศิวะ พ่อวิษณุนารายณ์ พ่อพรหม ตั้งแต่โบราณกาลมามีหมด โบราณกาลท่านเข้าใจ แต่พอกาลเวลาผ่านไปอีกรุ่นหนึ่ง ไม่มีตัวตนไม่มีอะไรให้จับ เขาไม่รู้เรื่อง เลยต้องสร้างรูปปั้นพ่อพรหม พ่อศิวะ พ่อวิษณุนารายณ์ขึ้นมา คนถึงจะเข้าใจ

พรหมันก็เปรียบเหมือนพลังที่อยู่ข้างในสุด ในสุดเป็นพลังขบวนการก่อเกิด พลังเปลี่ยนแปลงก็อยู่ในพลังก่อเกิด พลังแห่งการดำรงรักษาอยู่ก็อยู่ในพลังก่อเกิด

ข้างในจะเป็นพลังการก่อเกิด ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลง ดำรงรักษา ถ้าไม่มีพลังก่อเกิด ๒ พลังนี้ก็ไม่มีความหมาย (เปลี่ยนแปลง, ดำรงรักษาอยู่)

พลังก่อเกิดรวมหมดแล้ว แล้วค่อยไปแยกออกมา

ทีนี้จะให้คนทั่วไปจะเข้าใจก็ต้องมีรูปให้จับ

พอเราเข้าถึงเราเรียกว่า "พรหมัน" "อาตมัน"

"ธรรม" อะไรคือธรรม? เราอย่าไปติดรูปของธรรม คือ ตัวขบวนการก่อเกิดนี้ นี่ยังลึกกว่าธรรม

ตัวธรรมนี้เปรียบเสมือน "พรหมัน" (พฺรม-มัน; ब्रह्मन्) เปรียบเสมือนกับ "เต๋า" (道) พอออกมามีชื่อแล้ว

คำว่า "ธรรมะ" (Dhamma) อยู่ไกลมาก อยู่ข้างล่างเลย เป็นองค์ธรรมออกมาแล้ว เป็นเส้นทางออกมาแล้ว เส้นทางอาจจะมี ๑๐ เส้นทางก็ได้

"ธรรมะ" ก็คือ "มะ" แปลว่า "มรรค = เส้นทาง" เหมือนกับเราไปเชียงราย มีเป็นสิบเส้นทาง

ธรรมชาติก็มีหลายเส้น เส้นทางดี เส้นทางที่ไม่ดี เส้นทางดำ เส้นทางขาว แต่ทั้งหมดก็ยังอยู่ในธรรมะ ยังไม่ก้าวขึ้นถึงธรรม

ธรรมะมีฝ่ายอธรรม (ไม่ดี) กับธรรม (ดี) สมมติว่า ตัวพยาบาท อาฆาต เป็นธรรมะฝ่ายอธรรม คือเส้นทางของอธรรม สีดำ ส่วนเมตตา เป็นเส้นทางธรรม สีขาว เพื่อเปรียบเทียบให้คนได้รู้ ไม่ใช่ว่าดำแท้ไม่ดี ดำแท้กับขาวแท้ ไม่ใช่ว่าดีกับไม่ดี อยู่ที่ว่าเราเอาไปใช้กับวิธีการอะไร ในธรรมเป็นกลางๆหมด อยู่ที่ว่าตัวของเราจะเอาอะไรไปใส่ แม้แต่ความโกรธก็เป็นกลาง บางอย่างเราโกรธเพื่อที่จะกำราบเขา เพราะบางกรณีถ้าไม่มีความโกรธไปกำราบเขาไม่ได้ เขาก็เป็นคนดีไม่ได้ก็มีเยอะแยะไป

บางครั้งเราโหด แต่มันเป็นวาระธรรมต้องโหด โหดกับเขา เขาจึงจะแก้ไขได้ เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นพลังแห่งความโกรธ ก็เพราะว่ามีการเสียดสี คนทั่วไปจะไปเข้าใจว่า โกรธนี่คือการยัวะ พลังแห่งความโกรธก็จะมีระดับขั้นไป ๑-๒-๓-๔ มีถึง ๑๒ ขั้น มีหลายขั้นตอน แล้วแต่ว่าเราเอาอะไรบวกเข้าไป

สมมติว่า เราโกรธ แล้วออกมาเป็นรูป แล้วเราเอาอะไรบวกเข้าไป เอาตัวไม่พอใจบวกเข้าไป แล้วตามด้วยทำลาย เข้าสู่ภาวะพลังพยาบาท

จะละเอียดมาก จะเอาตัวอะไรไปบวกตัวอะไร เขาจึงเรียกว่า ปัจจัยเหตุ ที่จะมารวมเกิดสัปปายะ หรือเกิดเป็นอะไรขึ้น

ทิฏฐิ เกิดมาจากเราหลงสิ่งนั้น ชอบสิ่งนั้น มุ่งมั่นสิ่งนั้น ไม่อยากเปลี่ยนแปลงเพราะว่าเราสั่งสมอย่างนี้มานานจึงเปลี่ยนได้ยาก

คืนสู่ธรรม คือ เข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

เช่น เทียนเราให้ละลายก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแล้ว เรียกว่า คืนสู่ธรรม เช่น เราต้องฉี่ ปัสสาวะ อุจจาระ มีขี้ตา มีขี้หู มีเหงื่อ สิ่งเหล่านี้ขับของเสียออก นี่แหละคืนสู่ธรรม คือคืนสู่ธรรมชาติ เอาของเสียของร่างกายเราไปคืนสู่ธรรมชาติ

ขบวนการของธรรมชาติ คือ ดิน ก็จะย่อยสิ่งต่างๆ "ย่อย" นี่แหละ คือขบวนการแปรเปลี่ยน คือขบวนการแห่งพ่อศิวะ (शिव : Shiva) อันนี้สามารถอยู่ได้ นี่คือพลังแห่งพ่อวิษณุนารายณ์ ทำให้ดำรงรักษาอยู่ ที่ทำให้เส้นทางนี้ออกมาได้คือพ่อพรหม

ขบวนการทั้ง ๒ ขบวนการ อยู่ในขบวนการก่อเกิด ก่อเกิดทุกอย่าง เช่น ขบวนการก่อเกิดแห่งการเปลี่ยนแปลง ขบวนการก่อเกิดแห่งการดำรงรักษาอยู่ ขบวนการก่อเกิดให้เป็นได้ เป็นอยู่

ทั้งหมด ๓ ตัว เป็นหนึ่งเดียวคือ ขบวนการแห่งการก่อเกิด ว่าไปแล้วก็คือ พ่อตรีมูรติ (Trimurati, Trinity : त्रिमूर्ति) จากตรีมูรติถึงออกเป็น ๓

บางคนแปลพ่อตรีมูรติว่าเป็นความรัก เป็นอะไรต่างๆ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเช่นนี้

เหมือนกับสัญลักษณ์หยินหยาง (阴阳) ซีกหยินกับซีกหยาง จะออกมาอีกขั้นหนึ่งละ ซีกความแข็ง ความร้อน คือผู้ชาย ซีกหยินแห่งความนิ่มนวล คือผู้หญิง เป็นขั้นที่ ๓ แล้ว

ขั้นแรก คือ ขบวนการก่อเกิดแห่งธรรม

ขั้นสอง คือ ธรรม จีนเรียกว่า "เต๋า" อินเดีย เรียกว่า พ่อพรหม พ่อศิวะ พ่อวิษณุนารายณ์

ขั้นสาม คือ ออกมามีตรงข้าม คือ มีสองด้าน จึงเกิดหยินหยาง ชายกับหญิง ดำกับขาว ดีกับชั่ว บุญกับบาป ขั้นที่สามนี้ก็มีรูปแล้ว

ขั้นที่สี่ คือ จากรูปขยายไปเรื่อยๆ จากหยินหยางไปเรื่อยๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด

เต๋าจริงๆ เป็นรูปวงกลม พอยื่นออกมาเป็นเส้นทาง เรียกว่า "มรรค" มรรคก็คือเริ่มแล้ว

สรุปแล้วก็เป็นหนึ่งเดียวหมด ขบวนการก่อเกิดไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไร

โลกกับพระอาทิตย์อยู่ในขบวนการก่อเกิดเดียวกัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราจะรู้เลยจะตอบได้เลยว่า จักรวาลเกิดมาได้ยังไง โลกเกิดมาได้ยังไง ตอบได้หมด มันอยู่ในขบวนการก่อเกิด

^_^ ..._/_... ^_^
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกกล่าวมา

อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
เอื้อ-เกื้อ-กัน เป็นกัลยาณมิตรทุกขณะจิต



DT018320

prommasit

 เปิดอ่านหน้านี้  93 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top

จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย