เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?

เราจะรู้ความจริงได้อย่างไร?


เราต้องแยกก่อนว่าเป็นความจริงระดับอะไร ถ้าเป็นความจริงระดับปรมัตถ์ เราก็ต้องมาดูว่า ทุกสิ่งมันจะอยู่ยั่งยืนถาวรได้ไหม? ต้องเปลี่ยนแปลง คือ มันจะมีสภาพสะท้อนให้เราเห็น


ถ้าหากว่าเป็นความจริงที่ไม่ใช่ปรมัตถ์ เป็นความจริงทั่วๆ ไปอย่างนี้ สิ่งนั้นก็จะมีประสบการณ์ให้เราเห็นเช่นเดียวกัน

สมมติว่า เราถูกไฟจี้ก็ต้องเจ็บ เป็นปรากฏการณ์ให้เราเห็น สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์นั่นแหละเป็นความจริงที่เราต้องดู

สิ่งที่เป็นความจริงนั้น มีทั้งความจริงปรากฏการณ์ จริงทั้งสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมา สิ่งที่เป็นมายาธรรม

สมมติว่า เราดูต้นไม้สีเขียว และเป็นความจริงว่า ใบไม้มันสีเขียว แต่ถ้าในปรมัตถ์นั้นไม่ใช่

สรุปความจริง ก็คือ
๑. ความจริงของเราที่อุปโลกน์ขึ้น (truth)
๒. ความจริงของมายาธรรม (appearance)
๓. ความจริงปรมัตถ์ (reality)

แต่รวมความจริงนั้นคือ สิ่งที่มากระทบกับอายตนะทั้ง ๖ ของเรา เป็นความจริง

แต่ถ้ามีสิ่งที่ไม่กระทบอายตนะของเรา ให้เราได้รับรู้ แสดงว่าเป็นสิ่งที่ไม่จริงนั่นสิ?

สิ่งเหล่านั้นเป็นความจริง แต่ความจริงนั้นเราไม่ได้รับรู้ นี่เป็นความจริงของเรา

ฉะนั้น เราต้องแยกว่า ความจริง เป็นความจริงอะไร เราต้องแยกความจริงอีกว่า


๑. ความจริงที่เรารับรู้
๒. ความจริงที่อยู่ข้างนอกที่เรายังไม่ได้รับรู้


เช่น เราบอกว่าเราดูไฟฟ้า เราดูแล้วเราไม่สามารถรับรู้ได้ เห็นได้ แต่ข้างในสายไฟฟ้ามีกระแสไฟฟ้า แล้วเราจะรู้ความจริงได้ยังไงว่าในสายไฟมีกระแสไฟฟ้า ก็มาจากประสบการณ์ที่คนอื่นมาบอกเรา เพราะว่าเราไม่ได้ไปสัมผัสจริง แต่เราก็ต้องเชื่อเขาบอกว่ามี ถ้าเราไม่เชื่อ เราก็จะโดนไฟฟ้าช๊อตตาย

ฉะนั้น เราต้องแยกความจริงว่า เป็นความจริงของเรา เป็นประสบการณ์ที่เราสัมผัสอายตนะทั้ง ๖ กับสิ่งที่เขาบอกเล่าให้เรารับรู้ เป็นตำรา หรือสิ่งที่ผู้ที่รู้แล้วเขาบอกกล่าวเรา เราต้องแยกเป็นส่วน

อย่างเช่น เรานั่งอยู่กลางสนาม รอบข้างเราต้องมีเชื้อโรคอยู่ แต่เราไม่สามารถรับรู้ได้ แต่เราได้ร่ำเรียนมา ศึกษามา ผู้รู้เขาบอกมาว่ามีเชื้อโรค เราก็ต้องเชื่อ

แล้วเราจะรับรู้ความจริงของมายาธรรมได้อย่างไร?

สิ่งที่เป็นมายาธรรมเราก็ต้องศึกษา ผ่านตำรา ผู้รู้ เช่น น้ำ ประกอบด้วยอะไร วิชาวิทยาศาสตร์บอกว่า น้ำประกอบด้วยอะไร ซึ่งมีสูตรเคมีคือ H2O โมเลกุลของน้ำประกอบด้วยออกซิเจน (Oxygen) ๑ อะตอมและไฮโดรเจน (Hydrogen) ๒ อะตอมเชื่อมติดกันด้วยพันธะโควาเลนต์ (Covalent bond)

ถ้าเราไม่ร่ำเรียนมาเราก็ไม่รู้ว่าน้ำประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่นั่นคือความจริง เป็นความจริงของมายาธรรม

น้ำถ้ามีการแยกส่วนออกเป็นธาตุ เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่เป็นสิ่งที่ธรรมปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว ปฏิเวธขึ้นมาแล้ว เราสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

แต่ตรงนั้นเราไม่สามารถรับรู้ได้ เราจะรับรู้ได้ เราต้องไปผ่านการศึกษาเรียนรู้ ผ่านจากตำราหนังสือ ผ่านผู้รู้ ครูบาอาจารย์ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่สามารถไปรู้เองได้ในขณะที่เรายังไม่ได้เรียนรู้

ฉะนั้น บางอย่างเราต้องเรียนรู้ แต่มีข้อความบางแห่งบอกว่า อย่าไปเชื่อตำรา อย่าไปเชื่อครูบาอาจารย์ มันไม่ได้ บางอย่างเราก็ต้องเชื่อตำรา ถ้าเราไม่เชื่อตำรา เราก็ไม่มีหลักที่จะเดินหน้าต่อไปได้

บางคนไม่ยอมเชื่อตำรา ก็จะไม่ดู ไม่สนใจ ที่จะศึกษาเล่าเรียน อย่างนี้ไม่ได้ เพราะว่าอีกข้างหนึ่งเป็นความรู้ที่บันทึกไว้เป็นตำราให้คนรุ่นหลังได้เรียนกัน

อย่างเช่น ครั้งหนึ่งเราบอกว่ากินน้ำมันหมูไม่ดี ต้องหันกลับมากินน้ำมันพืช แต่ ณ ปัจจุบันรณรงค์กันว่า กินน้ำมันหมูดี กินน้ำมันพืชไม่ดี

นายแพทย์วีระชัย สิทธิปิยะสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ ๙ พิษณุโลก กล่าวใน MGR Online ว่า

"ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ในยุคนั้น คงเหมือนกับครอบครัวของผม ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง และเชื่อตามโฆษณาที่มีการยิงโฆษณาถี่มากในสมัยนั้น เพื่อพยายามชักจูงให้ผู้คนหันมารับประทานนํ้ามันพืชแทนนํ้ามันหมู โดยการโฆษณาในสมัยนั้นจะใช้นํ้ามันพืชและนํ้ามันหมูแช่ใส่ตู้เย็นเปรียบเทียบ ทำให้เห็นว่านํ้ามันพืชไม่เป็นไข ส่วนนํ้ามันหมูจะเป็นไข"

"แล้วก็จะชักจูงต่อเนื่องด้วยวารสารทางการแพทย์ บทวิจัยทางการแพทย์ การออกสื่อต่างๆ โดยแพทย์และนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ ทั้งที่ความจริงแล้วคนเหล่านั้นน่าจะไม่ได้วิจัยหรือทราบอะไรจริง แค่ทราบมาจากในสถาบันการเรียน จากตำราฝรั่ง จากการวิจัยหลอกลวงของฝรั่ง คือวงการแพทย์ของอเมริกาใช้การล่อลวงนี้เพื่อจะทำให้อุตสาหกรรมถั่วเหลืองของอเมริกาเติบโตขึ้น ซึ่งเรื่องนี้วงการแพทย์อเมริกาเพิ่งออกมายอมรับ ออกบทความว่า "ขอโทษที่หลอกลวงพลโลกให้หลงเชื่อเปลี่ยนมารับประทานนํ้ามันถั่วเหลืองมากว่า 60 ปี..."

"ที่บ้านผมจึงเปลี่ยนกลับมาซื้อมันหมูมาเจียวเป็นนํ้ามันหมู เพื่อทำอาหารเมื่อ 5 ปี ที่ผ่านมา ก็สังเกตว่าคนในบ้านไม่เห็นมีใครเป็นอะไรมากมาย อาการโรคผิดปกติทางกายที่หลายคนเคยเป็น ก็ดูดีขึ้น จากการตรวจร่างกายเป็นระยะ การเจ็บป่วยที่มีเป็นบ้าง นานๆ ครั้งก็สามารถหายได้อย่างรวดเร็ว"

เลือกใช้น้ำมันพืช กลับส่งผลให้เกิดโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย อาทิ โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ โรคหัวใจ ความดัน ฯลฯ

นี่แหละ เป็นความจริง ณ ปัจจุบัน เราต้องเข้าใจว่า เป็นความจริงณ เวลาภาวะ ณ ปรากฏการณ์ของธรรมนั้นๆ

เห็นหรือไม่ว่า เป็นความจริง ณ ของปรากฏการณ์นั้นๆ แต่พอผ่านมาแล้วกลายเป็นไม่จริงแล้ว นี่แหละจึงบอกว่าไม่แท้ แต่ถ้าเป็นความจริงระดับปรมัตถ์ เป็นความจริงแท้ มาเมื่อไหร่ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น นี่แหละเราต้องแยกเป็นส่วนๆ

บางคนเถียงกัน แต่ว่าไม่ได้แยกกันออกเป็นส่วนๆ แล้วเถียงกันก็ไม่รู้เรื่องเลย วุ่นวาย เดือดร้อน ฉะนั้น เราต้องแยกเป็นส่วนๆ ว่าเป็นความจริงระดับไหน บางคนก็จะบอกว่าเป็นสิ่งงมงาย จึงเกิดความสับสนไปหมด เพราะว่าไม่ได้แยกส่วนให้เรียบร้อย

ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกมา
อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์



DT018320

prommasit

 เปิดอ่านหน้านี้  1772 


  แสดงความคิดเห็น


Go to top


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย