ความเข้าใจ "พระแม่คงคา" ที่ถูกต้องในธรรม
 prommasit   29 ส.ค. 2561


พระคาถาพระแม่คงคามหาเทวี
โอม ศรี, นะมัส คงคา, นะมัส สะวาหะ,นะมะฮาห์๛ (๙ จบ)

ลูกขอนอบน้อมคารวะสักการะบูชา พระแม่คงคา ด้วยจิตศรัทธา พระแม่ฯ แห่งการทำสิ่งต่างๆ ให้เจริญงอกงาม ดูแล เลี้ยงดูก่อเกิดให้มีพลังชีวิตเจริญงอกงามขึ้นมา เป็นน้ำเลี้ยงดูชาวโลก ในการชำระล้างบาปให้แก่ชาวโลก ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ชาวโลก

บัดนี้ ลูกขอตั้งจิตอธิษฐาน เจริญรอยตามเจตนารมณ์ของพระแม่คงคา บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

บัดนี้ ลูกขอน้อมถวายของบูชา (ชื่อของถวาย...) ขอพระแม่ฯโปรดเมตตารับ และขอบารมีพระแม่ฯ โปรดเมตตาประทานพร ปัญญา เจตนารมณ์บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สาธุ สาธุโอม๛



ประวัติพระแม่คงคา

พระแม่คงคาอยู่ที่สวรรค์ เป็นพี่สาวของพระแม่อุมา ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาน้ำ ธาตุน้ำ แต่ว่าโลกเกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำ จึงขอร้องให้พระแม่คงคาลงจากสวรรค์ ที่นี่พระแม่คงคาลงมาจะแรงไปจะทำให้โลกสะเทือน จึงขอร้องให้พระศิวะรับพลังของพระแม่ก่อน จึงใหลลงมาจากหมวยผม ที่ศีรษะของท่านหมวยผมจึงมีพระแม่คงคาอยู่เป็นสัญลักษณ์ แล้วให้ใหลลงมา ฝั่งขวาจะมาทางแม่น้ำคงคา ส่วนฝั่งซ้ายจะใหลไปทางจีนออกมาทางธิเบต หิมาลัย เพราะว่าองค์พ่อศิวะจะอยู่ที่เขาไกลาศ หิมาลัย ก็จะใหลลงมาทางแม่โขง

พลังของพระแม่คงคา มีดังนี้

"น้ำ" เป็นพลังสร้างสรรค์และทำลาย ทำลายในที่นี้ หมายถึง เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์โลกก็ได้ และน้ำยังเป็นพลังที่สร้างสรรค์ก่อเกิดทุกอย่าง

ทั้งในร่างกายของเราถ้าไม่มีน้ำเราก็ตาย

"น้ำ" ตามหลักวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า เป็นสารประกอบเคมีชนิดหนึ่ง มีสูตรเคมีคือ H2O (ไฮโดรเจนโมน็อกไซต์) โมเลกุลของน้ำประกอบด้วยออกซิเจน 1 อะตอมและไฮโดรเจน 2 อะตอมเชื่อมติดกันด้วยพันธะโควาเลนต์ น้ำเป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน แต่พบบนโลกที่สถานะของแข็ง (น้ำแข็ง) และสถานะแก๊ส (ไอน้ำ) น้ำยังมีในสถานะของผลึกของเหลวที่บริเวณพื้นผิวที่ขอบน้ำ (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี : น้ำ)

คงคาเป็นสายน้ำหนึ่งตามตำนานแห่งเทพเทวา มหาเทวี น้ำคงคาสมัยก่อนอยู่บนสวรรค์ เป็นแม่น้ำของสวรรค์ ซึ่งพระแม่คงคามีหน้าที่ดูแล พระแม่คงคาลงมาจากสวรรค์

คัมภีร์ปุราณะ เรียกพระแม่คงคาว่า "วิยัทคงคา" หรือ "คงคาสวรรค์" พระแม่คงคานี้จะไหลออกจากนิ้วหัวแม่เท้าของพ่อวิษณุนารายณ์ เดิมทีนั้นพระแม่คงคาอยู่บนสวรรค์ แต่เป็นเพราะว่า ท้าวภคีรถทำพิธีอัญเชิญพระแม่คงคาลงมาจากสวรรค์ได้สำเร็จ

สาเหตุที่ท้าวภคีรถอัญเชิญพระแม่คงคาลงมานั้นมีใจความว่า

ส. พลายน้อย (๒๕๔๔ : ๑๙๖-๑๙๙) ได้เล่าเรื่องว่า ครั้งหนึ่งท้าวสัครราชกษัตริย์สุริยวงศ์ ครองนครศรีอโยธยา ได้ตั้งพิธีอัศวเมธ ณ ที่ระหว่างเขาหิมพานและเขาวินธัย ร้อนถึงพระอินทร์ต้องแปลงร่างเป็นรากษส ขโมยเอาม้าสำคัญในพิธีไป ท้าวสัครจึงใช้ให้โอรสซึ่งเกิดแต่นางสุมดี จำนวน ๖๐,๐๐๐ คน ออกติดตาม (นางสุมดีทรงครรภ์ประสูติเป็นน้ำเต้า เมื่อเก็บไว้ได้ แตกออกมามีกุมาร ๖๐,๐๐๐ คน ออกมาจากน้ำเต้า ต้องใช่ผอบแช่น้ำมันเนยไว้จนโต) กุมารทั้งหกหมื่นคนออกเที่ยวหาขุดแผ่นดินค้นหาม้าสำคัญ พวกสัตว์ทั้งหลายพากันกลัวว่าโลกนี้จะทลุจึงพากันไปทูลฟ้องต่อพระพรหม พระพรหมท่านจึงได้มอบหมายให้พระนารายณ์ลงไปช่วยเหลือ พ่อวิษณุนารายณ์จึงอวตารเป็นพระกบิล (ลิง) ลงไปอยู่ใต้ดินตรงที่กุมารอยู่นั้น กุมารทั้งหกหมื่นคนจึงทำร้ายลิง ลิงตัวนี้จึงแผลงฤทธิ์ไฟไหม้ทั้งหกหมื่นคนตายหมด

ท้าวสัครเห็นโอรสหายไปนานก็ให้พระอังศุมานผู้เป็นหลาน (เป็นโอรสของพระอสะมัญชะผู้เป็นโอรสของท้าวสัคร) ไปตามหาอังศุมานตามไปก็พบแต่กระดูกจะหาน้ำมารดก็ไม่มี จึงไปเสาะหาน้ำ ก็ไปพบกับพญาครุฑ พญาครุฑจึงอธิบายว่า กุมารเหล่านี้ตายเพราะฤทธิ์ของพระกบิล จะใช้น้ำธรรมดามารดนั้นหาควรไม่ ต้องใช้น้ำจากสวรรค์ คือ พระแม่คงคามารด จึงจะชุบชีวิตกุมารนี้ได้ ท้าวอังศุมาน ทราบเช่นนั้นก็กลับไปบอกกับท้าวสัครให้ทรงทราบ ท้าวสัครก็ทำพิธีอัญเชิญจนตัวเองสิ้นพระชนม์ก็ยังไม่สำเร็จอีก ต่อมาพระอังศุมานขึ้นครองราชย์แทน แล้วเวนราชสมบัติให้กับโอรส ชื่อว่า ท้าวทิลีป แล้วพระองค์ทรงผนวชออกบวช บำเพ็ญตบะอัญเชิญพระแม่คงคาก็ยังไม่สำเร็จอีก

ในที่สุดท้าวภคีรถได้มอบพระนครให้อำมาตย์รักษาไว้ เพราะว่าไม่มีพระโอรส แล้วไปบำเพ็ญตบะขออัญเชิญพระแม่คงคา จนพ่อพรหมเห็นใจ เสด็จลงมาประทานพรให้ ท้าวภคีรถก็ขอให้พระแม่คงคามารถพระอังคาร (เถ้ากระดูก) ของกุมารทั้ง ๖ หมื่น ฟื้นคืนชีพ พ่อพรหมก็ประทานพรให้สำเร็จ แต่ทรงตรัสเตือนว่า ถ้าปล่อยให้น้ำคงคาใหลลงมาจากสวรรค์จะทำให้โลกนี้พังทลายลงได้ ต้องอาศัยบารมีของพ่อศิวะ จึงจะพ้นจากวิกฤตินี้ ท้าวภคีรถก็ได้บำเพ็ญตบะขอให้พ่อศิวะลงมาช่วย แล้วพ่อศิวะก็ประทานพรช่วยเหลือ

เมื่อถึงเวลา พระแม่คงคาจะลงมาจากสวรรค์ พ่อศิวะก็ไปรองรับไว้ด้วยพระเกศา (พ่อศิวะจึงได้ชื่ออีกนามหนึ่งว่า "คงคาธร") พระแม่คงคาจึงเข้าไปไหลวนอยู่ในระหว่างพระเกศาและไหลลงมาสู่โลกมนุษย์

และพระแม่คงคาใหลไปตามรอยรถของพระที่นั่งท้าวภคีรถ ไหลผ่านไปทางใดพวกประชาชน ฤาษีชีไพรก็ต่างดีใจกันยกใหญ่ ต่างชำระบาปกัน เพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ และในขณะนั้นเอง น้ำพระแม่คงคาใหลผ่านมณฑลพิธีของพระชนหุดาบส หรือชหนุ จนท่วมมณฑลพิธีของท่าน ท่านจึงเกิดโทสะ อ้าปากกลืนกินพระแม่คงคาไว้ เทวดาทั้งหลายเห็นเข้าจึงไปขอไว้ พระชหนุจึงให้ใหลออกทางหู พระแม่คงคาจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ชาหฺนวี คือ สมมติให้เป็นบุตรีของพระชาหฺนวี

จากนั้นพระแม่คงคาไหลตามรถท้วภคีรถไปจนถึงที่อังคารของกุมารทั้ง ๖ หมื่นคนก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา

พลังของพระแม่คงคา

พลังของพระแม่คงคา ก็คือ "น้ำ" เป็นทั้งพลังสร้างสรรค์และพลังทำลาย ทำลายในที่นี้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของโลก แต่เป็นพลังที่สร้างสรรค์ สังเกตได้ว่าน้ำก่อเกิดทุกอย่าง

ในโลกนี้ถ้าไม่มีน้ำเราตาย ต้นไม้ ไม่มีน้ำก็เหี่ยวเฉาตาย ต้องมีพลังแห่งน้ำที่จะไปหล่อเลี้ยง ที่จะไปย่อยสารอาหาร ที่จะไปแปรเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ธาตุต่างๆ และทำไมบางที่น้ำถึงต้องขุ่น นั่นเป็นเพราะว่า น้ำไปย่อยดิน และจะไปย่อยแร่ธาตุต่างๆ จึงทำให้น้ำขุ่น พลังของพระแม่คงคา มีดังนี้

๑. พลังสร้างสรรค์ คือ สร้างสรรค์โลกนี้ให้ดำรงอยู่ได้ ไม่ว่าสิ่งต่างๆ ต้องอาศัยน้ำ เช่น ต้นไม้ก็ต้องกินน้ำ สร้างสรรค์ให้กับต้นไม้ เป็นต้น คนเราก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องอาศัยน้ำ ถ้าร่างกายเราไม่มีน้ำ ก็ดำรงอยู่ไม่ได้

ร่างกายคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึง ๒ ใน ๓ ส่วน และอวัยวะสำคัญต่างๆ ก็มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ปอดมีน้ำอยู่เกือบ ๙๐% สมองมีน้ำอยู่ถึง ๗๕ % แม้แต่ผิวหน้าก็มีองค์ประกอบประมาณ ๓๕% ดังนั้นในแต่ละวันเราจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย (ธนภรณ์ ก้องเสียง, ๒๕๕๔ : ออนไลน์)

๒. พลังเปลี่ยนแปลง คือ เปลี่ยนแปลงทางดีและไม่ดี เช่น ภูเขาน้ำใหลลงมาเรื่อยๆ ทำให้ภูเขามีการเปลี่ยนแปลง เป็นร่องน้ำ สายน้ำล้อมรอบ

๓. พลังย่อยสลาย คือ มีพลังแห่งการย่อย จะแปรเปลี่ยนจากแข็งๆ ให้เป็นอ่อนนิ่มลงไป ให้ละเอียดขึ้น การย่อยสลายทุกอย่างจะต้องอาศัยน้ำในการย่อยสลาย

๔. พลังชำระล้าง คือ พลังการชำระล้าง สิ่งที่สกปรก

สมมติว่าตรงนี้สกปรก พอเราเอาน้ำมาใส่ น้ำก็จะชำระล้าง น้ำวิ่งผ่าน ณ สิ่งตรงนั้นๆ แล้วขยี้ก็จะสะอาดขึ้น จึงต้องมีพลังชำระล้าง

การชำระล้างทางจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกัน เช่น เราเป็นคนขี้โมโหมาก เราก็จะอาศัยน้ำนี้เป็นนิมิต ที่จะชำระล้างสิ่งที่ไม่ดี พอเราเจอน้ำเราก็จะเย็นขึ้น สะอาดขึ้น ทำไมเราร้อนๆ พอเจอน้ำ ทำไมเราจึงสดชื่นขึ้น อารมณ์ดีขึ้น

อย่างเช่นอีกหนึ่งตัวอย่าง ต้นไม้ ใบไม้ ที่มีสีเขียวๆ ก็มีน้ำไปหล่อเลี้ยงจึงทำให้ต้นไม้เกิดเป็นสีเขียวขึ้นได้ ลองไม่มีน้ำ ต้นไม้ ใบไม้ก็จะเหี่ยวเฉาตาย จะดูความสดชื่นได้จากตรงไหน ก็ดูความสดชื่นไม่ได้

เช่นลูกแก้วใสๆ คล้ายกับน้ำ ก็เป็นนิมิตให้เราชุ่มเย็น

๕. พลังขัดเกลา คือ สังเกตหินก้อนใหญ่ๆ ก็จะถูกสายน้ำขัดเกลา จนเกลี้ยง งามเงาวับ

การขัดเกลา สังเกตได้จาก ก้อนหินใหญ่ๆ พอน้ำขัดเกลามากๆ หรือผ่านไปมากๆ ก็จะขัดเกลาหินนั้นให้เล็กลง และเป็นรูปกลม ตามแต่ปัจจัยแห่งน้ำใหล

ยกตัวอย่างการขัดเกลาของคน ถ้าเรานิสัยทะลุดุดัน เราก็ระลึกถึงน้ำว่ามีพลังแห่งการขัดเกลา เราไปอาบน้ำที่พระแม่คงคา แล้วเราตั้งจิตว่า เราจะไม่เอาสิ่งที่ไม่ดี คือ นิสัยทะลุดุดัน แล้วจะเอาออก แล้วนิสัยทะลุดุดันก็จะออก

บางคนไม่ได้อาศัยน้ำ อาศัยแต่จิต จะออกหรือไม่

แล้วจิตของเราระลึกถึงน้ำมั้ย สมมติว่า เราแน่จริงไม่อาบน้ำสัก ๑๐ วัน เราจะอยู่ได้มั้ย เราก็จะอยู่ไม่เป็นสุข ถ้าอยู่ถึง ๑ เดือน เราจะเป็นอย่างไร ตัวเราก็ต้องเหม็น แล้วตกลงเราต้องอาศัยน้ำหรือไม่

ถ้าเป็นตัวคุณธรรม ที่จะมาขัดเกลาเรา คือ เอาเหตุ มาแก้ที่ผล ผลก็คือเราร้อน ก็จะมีนิสัยมุทะลุ มีโทสะ เราก็ต้องเอาเหตุมาแก้ เหตุที่แก้คือ เหตุที่เราสำนึกว่า เราร้อนแล้วเราดีมั้ย เราจะเอามั้ย ตัวสติสัมปชัญญะ เป็นตัวมาขัดเกลา คือเอาปัญญามาขัดเกลา

๖. พลังประสาน เชื่อมโยง คือ น้ำจะเป็นตัวประสาน เช่น ดินเราจะไปปั้น ถ้าเราไม่เอาน้ำลงไปในดิน ดินนี้ก็จะประสานไม่ได้ ปั้นเป็นรูปร่างไม่ได้

การเชื่อมโยง จะเชื่อมโยงคนละรูปแบบกับพระแม่ลักษมี เป็นคนละสายกัน จะต้องประสานเชื่อมโยงกัน ถ้าไม่เชื่อมโยงกันก็ไม่เกี่ยวกัน เราจะสังเกตได้ว่า ถ้าเราเอาน้ำลงไปที่ดินที่เราจะปั้น เราจะนวดดิน ก่อน แล้วจึงจะเชื่อมต่อติดกัน เป็นเนื้อเดียวกัน ถึงจะปั้นเป็นรูปร่าง สร้างเป็นถ้วยได้

จะเชื่อมเกี่ยวกัน คำว่า เชื่อมโยง ก็หมายถึง การเชื่อมเกี่ยวกันแล้ว ถ้าไม่มีน้ำมาประสานเชื่อมโยงกัน ดินก็จะกลายเป็นผงๆ ดินเป็นก้อนใหญ่ แยกไม่ได้ ถ้าขาดน้ำไม่สามารถจะสร้างสรรค์ประโยชน์เท่าที่ควร

ถ้าเราไม่มีน้ำ ก็ไม่สามารถจะปั้นดินได้ เพราะว่าย่อย และแยกไม่ได้ เมื่อแยกไม่ได้ ก็จะเอามาประสานใหม่ไม่ได้

ฉะนั้น พลังของน้ำ ทำให้ย่อยได้ เล็กได้ และประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้

ทำไม "ใจ" เขายังใช้คำว่า "น้ำใจ" เพราะว่าน้ำใจทำให้ประสานกัน

"น้ำ" เป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี ทำให้สิ่งต่างๆ มาประสาน รวมกันได้

ถ้าเราคิดทางในเป็นลักษณะนามธรรม ก็เป็นพลังประสานเชื่อมโยงกันได้


พลังพระแม่คงคาจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างไร
๑. สร้างสรรค์ ก่อเกิดกับมนุษย์ และโลก
๒. ขัดเกลา
๓. ย่อยสลาย
๔. ชำระล้าง
๕. ขัดเกลา
๖. ประสาน เชื่อมโยง

รายการอ้างอิง
ธนภรณ์ ก้องเสียง. ๒๕๕๔. "น้ำกับร่างกายของเรา" http://www.vcharkarn.com/varticle/42887.
ส.พลายน้อย. ๒๕๔๔. "พระคงคา" อมนุษยนิยาย. กรุงเทพฯ : บริษัท รวมสาส์น (๑๙๗๗) จำกัด.
วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. "น้ำ" https://th.wikipedia.org/wiki/% E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3

การอาบน้ำมนต์พระแม่คงคา

การอาบน้ำมนต์จากพระแม่คงคา คือ การขอบารมีท่านในการขจัด ชำระล้างอวิชชา บาป ให้เกิดเป็นสัมมาปัญญาที่จะแก้ไขทุกข์ เกิดสันติสุข ด้วยคำกล่าวหัวใจแห่งคาถา มนต์ชำระล้างของพระแม่คงคา ว่า

"โอม ขจัดอวิชชา เสริมปัญญา แก้ทุกข์ สันติสุข"

การอาบน้ำมนต์ของพระแม่คงคา สามารถชำระล้างอวิชชา บาป ความอาฆาต แค้น พยาบาท อกุศลกรรมของเราได้อย่างไร

การอาบน้ำมนต์ชำระล้างอวิชชาฯ ตรงที่ทำให้เราเกิดวิชชาปัญญา เพื่อไปชำระล้างอวิชชา แล้วเราอาบน้ำมนต์จะเกิดปัญญาตรงไหน

การอาบน้ำเป็นจุดเริ่มต้นในการรับพลังปัญญา มารับปัญญาจากครูบาอาจารย์ จากผู้ทำพิธี ประกอบพิธี เจ้าพิธี เพื่อเราจะได้มีเส้นทาง จะได้มีบันไดขั้นแรกเป็นพื้นฐานรองรับปัญญา การอาบน้ำเหมือนกับการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะมารับปัญญาจากครูบาอาจารย์

สมมติว่าผู้มาทำพิธีมีความแค้นพยาบาท อาฆาต จองเวร เป็นอวิชชา เป็นมิจฉา สิ่งที่ไม่ดี ต้องการจะแก้ไขตรงนี้ จะแก้ไขอย่างไร จะเอาความอาฆาตพยาบาทออกอย่างไร

ครูบาอาจารย์ก็จะซักถามผู้มาทำพิธีว่า จะเอาออกหรือไม่ ถ้าเขาต้องการเอาออก ในระหว่างประกอบพิธี เจ้าพิธีก็จะต้องบอกเขาว่า

จงกำหนดจิต ที่เราจะเอาออก ( เช่น พยาบาท อาฆาต แค้น พยาบาท อวิชชา มนต์ดำ พลังดำ ราคะมิจฉา) ให้นำความคิดนี้ พฤติกรรมนี้ ให้ไหลไปกับสายน้ำพระแม่คงคา

ให้เปลี่ยนความคิดตรงนี้ ให้ใหลออกมา เหมือนกับปล่อยอุจจาระ ปัสสาวะออกมา ของเสีย ของที่ไม่ดี พอปล่อยออกมาแล้ว แล้วก็มานำเอาสิ่งที่ดีเป็นสิริมงคลเข้าไปสู่ตัวของเรา สู่จิตวิญญาณของเรา กินของดีเข้าไป เดี๋ยวอาจารย์ท่านก็จะให้ปัญญาเรากลับบ้านไป

อวิชชา คือ ความไม่รู้ สิ่งที่ไม่รู้ สิ่งที่เรากระทำไปโดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาป พอเราไม่รู้ ไม่เข้าใจ เราจึงไปติด ยึดติด

วิชชา คือ ความเข้าใจถึงสิ่งนั้นๆ ถึงภาวะธรรมนั้นๆ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว เกิดความรู้ว่าตรงนี้ดี หรือไม่ดี เช่น สิ่งนี้ไม่ดี เราไม่รู้ แล้วเราทำลงไป ผลเสียก็ตามมา แต่พอเรามีวิชชา คือเรารู้แล้วเราก็จะไม่เอา ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดีนั้นๆ

แล้วเราจะเข้าใจว่าเป็นวิชชาได้อย่างไร เข้าใจถึงสิ่งนั้นๆ ได้อย่างไร สิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจถึงสิ่งนั้นๆ ได้ก็คือสัมมาปัญญา

เมื่อเรารู้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิดแล้ว เราจะต้องเอาไปเจริญ วิวัฒน์พัฒนาให้ดีขึ้น เราต้องมีหัวใจธรรมจักร ประกอบไปด้วย สัมมาปัญญา สัมมาวิริยะ สัมมาตบะ เราจะมีหัวใจธรรมจักรได้อย่างไร เราก็จะต้องมี สุ.จิ.ปุ.ลิ

สุ ย่อมาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง
จิ ย่อมาจาก จินตะ แปลว่า คิด
ปุ ย่อมาจาก ปุจฉา แปลว่า ถาม
ลิ ย่อมาจาก ลิขิต แปลว่า เขียน

สุ.จิ.ปุ.ลิ กับอิทธิบาท ๔ มีแตกต่างกันตรงไห ถ้าเราไม่มีอิทธิบาท ๔ สุ.จิ.ปุ.ลิ ก็ดำเนินต่อไปไม่ได้

สุ.จิ.ปุ.ลิ เป็นเบื้องต้น เป็นพื้นฐาน เป็นเครื่องมือ ในการก่อให้เกิดตัวอิทธิบาท ๔ เป็นพลังขึ้นมา เป็นพลังทั้ง ๔ คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา พลังทั้ง ๔ นี้รวมเป็นหนึ่ง ทำให้เกิด สุ.จิ.ปุ.ลิ เจริญ พอเจริญแล้วจึงจะเกิดมรรค ผล เปรียบเหมือนกับ เรามีสว่านเจาะกำแพง แต่ไม่มีกระแสไฟฟ้า เราก็เจาะกำแพงไม่ได้

ฉะนั้น เราควรมาอาบน้ำมนต์ของพระแม่คงคา เพื่อชำระล้างจิตวิญญาณอันประกอบไปด้วยอวิชชาคืนสู่ธรรม เพื่อให้เกิดวิชชาปัญญา
ตอบกลับ
0 0
พรหมสิทธิ์
24 สิงหาคม เวลา 22:07 น.
ความคิดเห็นที่ 2
พระแม่คงคา
พระแม่คงคาอยู่ที่สวรรค์ เป็นพี่สาวของพระแม่อุมา ซึ่งมีหน้าที่ในการรักษาน้ำ ธาตุน้ำ แต่ว่าโลกเกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำ จึงขอร้องให้พระแม่คงคาลงจากสวรรค์ ที่นี่พระแม่คงคาลงมาจะแรงไปจะทำให้โลกสะเทือน จึงขอร้องให้พระศิวะรับพลังของพระแม่ก่อน จึงใหลลงมาจากหมวยผม ที่ศีรษะของท่านหมวยผมจึงมีพระแม่คงคาอยู่เป็นสัญลักษณ์ แล้วให้ใหลลงมา ฝั่งขวาจะมาทางแม่น้ำคงคา ส่วนฝั่งซ้ายจะใหลไปทางจีนออกมาทางธิเบต หิมาลัย เพราะว่าองค์พ่อศิวะจะอยู่ที่เขาไกลาศ หิมาลัย ก็จะใหลลงมาทางแม่โขง

๑. ภูมิธรรม มีน้ำดื่มกิน ทำสิ่งต่างๆ ให้เจริญงอกงาม
พระแม่ลักษมี ปางพระแม่โภสพสร้างข้าว ต้องให้พระแม่คงคา พญานาค ดูแล เลี้ยงดูก่อเกิด

๒. ทิพยพลัง คือ เลี้ยงดูเจริญงอกงาม ให้มีพลังชีวิตเจริญงอกงามขึ้นมา
๓. การบูชา
๓.๑ พิธีกรรม การปฏิบัติ คือ การถวายผลไม้
๓.๒ จิตวิญญาณ คือ เมตตากรุณา



DT018320

prommasit

29 ส.ค. 2561
 เปิดอ่านหน้านี้  4958 

  ความคิดเห็น


จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย