ก้าว (9) พลัง

ก้าว (๙) พลัง
๑. ดำริชอบ คือ ความคิดสิ่งที่ถูกต้อง คิดในสิ่งที่ดีงามเป็นกุศล
๒. เห็นความสำคัญ คือ เมื่อเราจะทำสิ่งใดเราต้องเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านั้นก่อน มีความสำคัญมากเพียงใด หากไม่ทำจะเกิดสิ่งใดขึ้น แต่หากทำผลลัพธ์ที่ตามมาคืออะไร เราต้องใช้สติปัญญาพิจารณาสิ่งที่เราจะทำให้ดีเพื่อให้เราเห็นความสำคัญของสิ่งๆ นั้น เมื่อทำไปจะได้ไม่เกิดการท้อถอย
๓. ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความมั่นใจ เมื่อเราจะทำสิ่งใดเราต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านั้นว่าถูกต้องแล้ว ดีแล้ว
๔. สัจจะอธิษฐาน คือ ความตั้งใจจริง ไม่ทำเหลาะแหละ หรือหยุดกลางคัน แม้มีอุปสรรคผ่านมาก็สามารถฟันฝ่าไปได้
๕. ตั้งปณิธาน คือ การตั้งความปรารถนา มีความปรารถนา ความต้องการอย่างแนวแน่ แน่นอนไม่ผันแปร
๖. ฉันทะ คือ ความพอใจ ความชอบใจ ความยินดี ความต้องการ ความรักใคร่สิ่งนั้น, ความรักงาน มีความพึงพอใจต่อสิ่งที่ทำ พอใจที่จะทำต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พอใจในสิ่งที่ตนมี ตนเป็นอยู่
๗. ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ คือ ทำไปอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องไม่หยุดกลางคัน
๘. กฎระเบียบวินัย คือ เราต้องรู้จักรักษากฎระเบียบวินัยไว้อย่างเคร่งครัด บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง เหมือนกับการเป็นทหาร ผู้ที่เป็นทหารจะมาจากหลายเผ่าพันธุ์ มากพ่อหลายแม่ ต่างถิ่นที่อยู่ แต่เมื่อมาอยู่รวมกันจะต้องมีกฎระเบียบวินัย กฎระเบียบวินัยนี้จะเป็นตัวช่วยจัดระเบียบ และรักษาซึ่งความสงบเรียบร้อย หากสังคมไหนไร้ซึ่งกฎระเบียบวินัยสังคมนั้นก็จะเป็นสังคมที่เน่าเฟะ เกิดโกลาหล เช่นเดียวกับเราหากขาดวินัยชีวิตเสียแล้ว ชีวิตจะเกิดความเครียด และเกิดปัญหาตามมา ส่งผลให้ชีวิตขาดคุณภาพชีวิต
๙. ขันติ วิริยะ อดทน อดกลั้น (ต่อสิ่งยั่วยุ) อดออม (ไม่ใช้พลังมากไป) แก้ไข พัฒนา คือ ขอแปลความหมายเป็นข้อๆ ดังนี้
ขันติ คือ การรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนา หรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่หวั่นไหว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความอดทนไว้ ๔ ประการ คือ
๑. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ คือ อดทนต่อสภาพ ดินฟ้าอากาศ สภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น อากาศร้อนอบอ้าว ฝนตกหนัก หรืออากาศหนาวเย็นจนเกินไป เป็นต้น
๒. อดทนต่อทุกขเวทนา คือ อดทนต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ อดทนต่อการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เท้าชาเกิดจากการนั่งนานๆ
๓. อดทนต่อการกระทบกระทั่ง ถูกคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้เข้า ทนไม่ไหว แทนที่ชีวิตเขาจะเจริญก้าวหน้าต่อไป กลับกลายเป็นทำให้เกิดความผิดพลาดในชีวิตขึ้นมา
๔. อดทนต่อกิเลส ความยั่วเย้า เย้ายวน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดของความอดทน
อานิสงส์ความอดทน
๑. ทำให้กุศลธรรมทุกชนิดเจริญขึ้นได้
๒. ทำให้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นที่รักของคนทั้งหลาย
๓. ทำให้ตัดรากเหง้าแห่งความชั่วทั้งหลายได้
๔. ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ทุกอิริยาบท
๕. ชื่อว่าได้เครื่องประดับอันประเสริฐของนักปราชญ์
๖. ทำให้ศีลและสมาธิตั้งมั่น
๗. ทำให้ได้พรหมวิหารโดยง่าย
๘. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย “บุคคลอดทนต่อคำของผู้สูงกว่าได้ เพราะความกลัว อดทนถ้อยคำของผู้เสมอกันได้ เพราะเหตุแห่งความแข่งดี ส่วนผู้ใดในโลกนี้ อดทนต่อคำของคนเลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า ความอดทนนั้นสูงสุด”
อดกลั้น คือ การทนทางจิตใจ รู้จักยับยั้งชั่งใจ ทนต่อกิเลสที่มายั่วยวน
อดออม คือ รักษาไว้ไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือย ประหยัดอดออม
แก้ไข พัฒนา คือ การหาเหตุแห่งปัญหา แล้วแก้ที่ต้นเหตุนั้น เมื่อดีแล้วก็มีการพัฒนาปรับรุงเรื่อยๆ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง
ทั้ง ๙ ประการนี้ ใช้ จ.จ.ด. ควบคุม (จริงจัง จริงใจ เด็ดขาด)



DT018082

daeng007

 เปิดอ่านหน้านี้  104 


  แสดงความคิดเห็น



จีรัง กรุ๊ป


 ธรรมะไทย